Lecture

ระบบเนวิเกชั่น 


--------ระบบเนวิกเกชั่นแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ดังนั้น

      1. ระบบเนวิกเกชั่นแบบโกลบอล (Global) : ระบบเนวิกเกชั่นแบบโกลบอลหรือแบบตลอดทั่วทั้งไซต์ เป็นระบบที่ช่วยเสริมข้อจำกัดของข้อจำกัดแบบลำดับชั้น ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งไซต์ โดยปกติแล้วระบบนี้จะใช้เพื่อเป็นลิงค์ไปยังส่วนหลัก ๆ ของเว็บไซต์ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของเนวิกเกชั่นบาร์ที่วางไว้ด้านบนหรือด้านล่างสุดของเว็บเพจทุกหน้าก็ได้
      2. ระบบเนวิกเกชั่นแบบโลคอล (Local) : สำหรับเว็บที่มีความซับซ้อนมาก นอกจากระบบเนวิกเกชั่นแบบโกลบอลแล้วยังอาจต้องใช้ระบบเนวิกเกชั่นแบบโลคอล หรือ แบบเฉพาะส่วนเข้ามาช่วย เมื่อมีบางส่วนของเว็บไซต์ที่ต้องการระบบเนวิกเกชั่นซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น หัวข้อย่อยของเนื้อหาที่อยู่ภายในส่วนหลัก ๆ ของเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและสื่อความหมายให้ดีขึ้น
      3. ระบบเนวิกเกชั่นแบบลำดับขั้น (Hierarchical) : ระบบเนวิกเกชั่นแบบลำดับชั้นนี้เป็นแบบพื้นฐานที่ผู้คนมักใช้กันในเว็บไซต์อยู่ แล้วอย่างไม่รู้ตัว การที่เรามีหน้าโฮมเพจหนึ่งหน้า และมีลิงค์ไปยังหน้าอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์นั้นก็ถือเป็นแบบลำดับชั้นอย่างหนึ่งอยู่แล้ว แต่เนื่องจากข้อมูลจำกัดในการเคลื่อนที่ได้เฉพาะในแนวตั้ง (บน – ล่าง คือ จากหน้าหลักไปยังหน้าย่อยถัดลงไปหรือย้อนกลับขึ้นมา) ทำให้เราจำเป็นต้องอาศัยระบบเนวิกเกชั่นแบบอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
      4. ระบบเนวิกเกชั่นเฉพาะที่ (Ad Hoc) : ระบบเนวิกเกชั่นแบบเฉพาะที่ตามความจำเป็นของเนื้อหา ซึ่งก็คือลิงค์ของคำหรือ ข้อความที่น่าสนใจซึ่งฝังอยู่ในประโยค (Embedded link) ที่เชื่อมไปยังรายละเอียดเกี่ยวกับคำนั้น ๆ เพิ่มเติม ปกติแล้วผู้ดูแลเนื้อหาในเว็บไซต์จะเลือกคำหรือวลีที่น่าสนใจในข้อความ มาสร้างเป็นลิงค์เพิ่มให้ แต่ก็ต้องระวังไม่สร้างลิงค์ให้มากเกินไปในข้อความแต่ละย่อหน้าจนดูรกหรือ สับสน

 

กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์       

กระบวนการ 13 ขั้นตอนในการพัฒนาเว็บไซต์ 

Phase 1 สำรวจปัจจัยสำคัญ (Research)

1. รู้จักตัวเอง – กำหนดเป้าหมายและสำรวจความพร้อม

2. เรียนรู้ผู้ใช้ – ระบุกลุ่มผู้ใช้และศึกษาความต้องการ

3. ศึกษาคู่แข่ง – สำรวจการแข่งขันและเรียนรู้คู่แข่งสิ่งที่ได้รับ

สิ่งที่ได้รับ

1. เป้าหมายหลักของเว็บไซต์

2. ความต้องการของผู้ใช้

3. กลยุทธ์ในการแข่งขัน
 
Phase 2 : พัฒนาเนื้อหา (Site Content)

4. สร้างกลยุทธ์การออกแบบ

5. หาข้อสรุปขอบเขตเนื้อหา

สิ่งที่ได้รับ

1.แนวทางการออกแบบเว็บไซต์

2.ขอบเขตเนื้อหาและการใช้งาน

3.ข้อมูลที่ถูกจัดอย่างเป็นระบบ
 
Phase 3 : พัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure)

6. จัดระบบข้อมูล

7. จัดทำโครงสร้างข้อมูล

8. พัฒนาระบบเนวิเกชัน

สิ่งที่ได้รับ

1.แผนผังโครงสร้างข้อมูล

2.แนวทางการท่องเว็บ

3.ระบบเนวิเกชัน
 
Phase 4 : ออกแบบและพัฒนาหน้าเว็บ (Visual design)

9. ออกแบบลักษณะหน้าตาเว็บเพจ

10. พัฒนาเว็บต้นแบบและข้อกำหนดสุดท้าย

สิ่งที่ได้รับ

1.ลักษณะหน้าตาของเว็บไซต์

2.เว็บเพจต้นแบบที่จะใช้ในการพัฒนา

3.รูปแบบโครงสร้างของเว็บไซต์

4.ข้อกำหนดในการพัฒนาเว็บไซต์
 
Phase 5 : พัฒนาและดำเนินการ (Production and Operation)

11. ลงมือพัฒนาเว็บเพจ

12. เปิดตัวเว็บไซต์

13. ดูแลและพัฒนาต่อเนื่อง

สิ่งที่ได้รับ

1.เว็บไซต์ที่สมบูรณ์

2.เปิดตัวเว็บไซต์และทำให้เป็นที่รู้จัก

3.แนวทางการดูแลและพัฒนาต่อไป

 ออกแบบกราฟฟิกสำหรับเว็บไซต์ 

 รูปแบบกราฟฟิกสำหรับเว็บ

รูปแบบหลักมี 2 ประเภท คือ GIF และ JPG

- ได้รับความนิยมในยุคแรก

-มีระบบสีแบบ Index ซึ่งมีข้อมูลสีขนาด 8 บิต ทำให้มีสีมากสุด 256 สี

-มีการบีบอัดข้อมูลตามแนวของพิกเซล เหมาะสำหรับกราฟฟิกที่ประกอบด้วยสีพื้น

            JPG ย่อมาจากคำว่า Joint Photographic Experst Group
-มีข้อมูลสีขนาด 24 บิต (True Color) สามารถแสดงสีได้ถึง 16.7ล้านสี

-ใช้ระบบการบีบอัดที่มีลักษณะที่สูญเสีย (lossy)

-ไฟล์ประเภทนี้ควรนำไปใช้กับรูปถ่ายหรือกราฟฟิกที่มีการไล่ระดับสีอย่างละเอียดระบบการวัดความละเอียดของรูปภาพ

 -ระบบการวัดความละเอียดของรูปภาพที่แสดงผลบนมอนิเตอร์ควรใช้หน่วย pixel por inch (ppi)

-การใช้งานจะนำหน่วย dor per inch (dpi) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความละเอียดของสิ่งพิมพ์มาใช้งานแทน ppi

-ความละเอียดของรูปภาพที่ใช้ในเว็บไซต์ควรมีความละเอียดแค่ 72 ppi

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น